fbpx

7 กับดักทางจิตวิทยาที่นักลงทุนทุกคนต้องเข้าใจ

HomeINVESTINGPSYCHOLOGY | Investing7 กับดักทางจิตวิทยาที่นักลงทุนทุกคนต้องเข้าใจ

ช่องทางการติดตาม

KEY TAKEAWAYS

  • Anchoring Bias คือการยึดติดกับข้อมูลที่เห็นก่อนเป็นครั้งแรก เมื่อต้องตัดสินใจก็จะเอาข้อมูลแรกเป็นจุดอ้างอิง
  • Sunk Cost ต้นทุนจม ต้นทุนที่เสียไปแล้วไม่ควรนำมาพิจารณาในการลงทุนครั้งต่อไป
  • Confirmation Bias คือการเสพข้อมูลทางเดียว เพื่อยืนยันสิ่งที่ตัวเองเชื่อ
  • Overconfidence หรือความมั่นใจมากที่เกินไป ทำให้เราลงทุนโดยประเมินความเสี่ยงน้อยกว่าที่ควรจะเป็น
  • Loss Aversion คือความเกลียดชังการสูญเสีย ซึ่งจะทำให้เรากลัวมากเกินไปจนพลาดโอกาสได้
  • Familiarity Bias อคติทางความคุ้นเคย ที่จะทำให้เราเลือกลงทุนในสิ่งที่คุ้นเคยเป็นหลัก แม้ว่าบางครั้งสิ่งนั้นอาจจะไม่ได้ให้ผลตอบแทนที่ดีอีกต่อไปแล้วก็ตาม
  • Herding Behavior เป็นพฤติกรรมที่คนมักจะทำตามๆ กัน ทำให้เกิดการลงทุนตามกระแส โดยอาจจะไม่ได้หาข้อมูลอื่นใดมาประกอบ

ถ้าพูดถึงเรื่องการลงทุนหลายๆ คนน่าจะนึกถึงเรื่องของตัวเลข การวิเคราะห์ การประเมินความเสี่ยง การบริหารพอร์ตต่างๆ แต่จริงๆ แล้วนอกเหนือไปจากเรื่องของการวิเคราะห์เชิงตัวเลขเหล่านี้แล้ว มีอีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กันซึ่งนั้นก็คือเรื่องของ ‘จิตวิทยาการลงทุน’

ที่นักลงทุนมือเก๋าหรือมือใหม่ที่เริ่มลงทุนมาสักระยะหนึ่งจะรู้กันดีว่าเรื่องของจิตวิทยาการลงทุน นั้นสำคัญมาก ในบทความนี้เราเลยจะมาพูดถึง 7 จิตวิทยาสำคัญที่อาจทำให้นักลงทุนไขว้เขวในการตัดสินใจได้ และวิธีการหลีกเลี่ยงเพื่อให้มันมันมีผลกับการตัดสินใจของเราน้อยลง

7 จิตวิทยาการลงทุน
7 จิตวิทยาที่มักจะเกิดระหว่างการลงทุน ลองมาทำความเข้าใจ เพื่อให้รู้เท่าทันและสามารถหลีกเลี่ยงจากมันให้ไกล

Anchoring Bias | อคติในการยึดติดกับข้อมูลที่ได้รับ

Anchor ที่แปลตามความหมายได้ว่า สมอเรือ ที่ใช้ยึดติดเรือให้อยู่กับที่ไม่ไปไหน ซึ่งตรงกับพฤติกรรมของมนุษย์ที่หลายครั้งเรามักจะยึดติดอยู่กับ “ข้อมูล” บางอย่างที่เราได้รับมา เช่น ถ้าเราเคยเห็นว่านาฬิกาเรือนหนึ่งเคยตั้งขายอยู่ที่ 100,000 บาท เราก็จะจดจำว่านาฬิกาเรือนนี้รุ่นนี้ต้อง 100,000 บาท และเมื่อมันลดราคาลงมาเหลือ 70,000 บาท เราก็จะรู้สึกว่ามันถูกจังแบบนี้ต้องรีบซื้อแล้วล่ะ

ซึ่งอาจจะทำให้เราไม่ได้ประเมินมูลค่าจริงๆ ของนาฬิกาเรือนนั้นว่ามันควรที่จะราคา 70,000 บาท จริงๆ ไหม หรือมันเคยขายที่ 100,000 บ้างหรือเปล่า หรือเขาแค่ตั้งราคาสูงไว้เพื่อจัดโปรโมชั่น

Daniel Kahneman, Amos Tversky
แดเนียล คาห์นะแมน (Daniel Kahneman) และเอมอส ทเวิร์สกี (Amos Tversky) สองนักจิตวิทยาชาวอิสราเอลผู้มีผลงานด้านจิตวิทยามากมาย | ภาพจาก Thinkingheads และ Twitter

หรืออย่างในงานทดลองชิ้นหนึ่งของ นักจิตวิทยาชาวอิสราเอลแดเนียล คาห์นะแมน (Daniel Kahneman) และเอมอส ทเวิร์สกี (Amos Tversky) ที่ได้ทำการทดลองเกี่ยวกับ Anchoring Trap ว่าสิ่งนี้มีผลต่อการตัดสินใจของเราจริงหรือไม่

โดยผู้เข้าร่วมการทดลองจะถูกถามว่า มีประเทศในทวีปแอฟริกาที่เป็นสมาชิกของ United Nations (UN หรือ องค์การสหประชาชาติ) อยู่ทั้งหมดกี่เปอร์เซ็นต์ แน่นอนว่าคนส่วนใหญ่ไม่รู้เปอร์เซ็นต์ที่ถูกต้องอย่างแน่นอน แต่ก่อนที่จะให้เดาคำตอบ เขาได้ให้ผู้เข้าทดลองหมุนวงล้อที่มีเลข 10 และ 65

ผลปรากฎว่ากลุ่มผู้เข้าทดลองที่หมุนวงล้อได้เลข 10 จะเดาคำตอบเฉลี่ยอยู่ที่ 25 ในขณะที่กลุ่มที่หมุนวงล้อได้ 65 จะเดาคำตอบเฉลี่ยอยู่ที่ 45 นั่นหมายถึงผู้เข้าทดลองทั้งสองกลุ่มนี้ติดกับตัวเลข 10 และ 65 ที่พวกเขาเจอก่อนที่จะเดาคำตอบนั่นเอง

แน่นอนว่าความลำเอียงแบบนี้ถ้าเกิดขึ้นกับการตัดสินใจซื้อนาฬิกาหรือข้อมูลประเทศก็คงจะไม่มีผลอะไร แต่ถ้ามันเกิดขึ้นกับการลงทุนของเราแล้วล่ะก็คงไม่ใช่เรื่องดีนัก

ตัวอย่างเช่นในวงการคริปโต กระดานเทรดยักษ์ใหญ่อันดับสองของโลกอย่าง FTX ที่มีเหรียญ FTT เป็น Native Token (เหรียญหลักของระบบ) ที่เคยซื้อขายกันที่ 30 ดอลลาร์ ไม่กี่วันก่อนที่จะประกาศล้มละลาย ถ้าเราเข้าซื้อในจุดนั้น และปล่อยให้ Anchoring Bias บังตาเรา เราก็จะอาจจะคิดว่าเดี๋ยววันหนึ่งมันก็อาจจะกลับมาเพราะตอนที่เราซื้อนั้น เขาซื้อขายกันที่ 30 ดอลลาร์ และก่อนหน้านั้น FTT ก็ยังเคยมีราคาถึง 84 ดอลลาร์มาแล้วด้วย แต่อย่างที่เรารู้กันว่าตอนนี้ FTT คงไม่กลับมาแล้ว

ตัวอย่าง FTX อาจจะดูสุดโต่งไปบ้าง แต่ถ้ายกตัวอย่างอีกเหรียญที่เราคุ้นเคยกันดีอย่าง LUNA แล้วล่ะก็ หลายคนอาจจะคุ้นเคยมากขึ้น เพราะครั้งหนึ่งเหรียญ LUNA เคยซื้อขายกันอยู่ที่ราคา 119 ดอลลาร์ และมีผู้ชื่นชอบโปรเจกต์นี้อยู่ทั่วโลก แต่หลังจากที่ความผิดพลาดของการออกแบบระบบเผยออกให้เห็น ราคาก็รูดลงอย่างรวดเร็ว แน่นอนว่ามีคนที่ตัดสินใจขายในทันที แต่ก็มีอีกหลายคนที่สูญเสียเงินจากการเข้าไปช้อนซื้อ เพราะเชื่อว่ามันจะกลับมา และสำหรับคนที่ยังถือไว้นั้นมูลค่าก็หายไปเกือบจะ 100%

วิธีหลีกเลี่ยง : การลงทุนทุกอย่างนั้นเราควรพิจารณาข้อมูล ณ ตอนที่เราพิจารณา (Mark to the market) “โดยไม่อิงต้นทุนว่าเราซื้อมาเท่าไหร่” อย่าติดกับดักของ anchoring trap ด้วยการยึดติดกับราคาที่เราซื้อมา เช่น ถ้าเหตุการณ์เปลี่ยน บริษัทไม่ได้ดีเหมือนอย่างเคย แต่เรายังดันทุรังเชื่อว่าหุ้นที่เราซื้อจะกลับมาที่ราคาที่เราเคยซื้อ โดยที่เราไม่สามารถหาข้อมูลมาซัพพอร์ตได้เลย ก็อาจจะทำให้เราตัดสินใจไม่ขาย หรือหรือพลาดโอกาส Cutloss (การยอมขายขาดทุนก่อนที่จะขาดทุนไปมากกว่านี้) และขาดทุนหนักได้

Sunk Cost | อคติต้นทุนจม

ขอยกตัวอย่างที่ทุกคนน่าจะเห็นภาพได้ดีที่สุดก็ คือ เรื่องการดูหนัง สมมุติว่าเราอยากที่จะดูหนังเรื่องหนึ่งมาก และในที่สุดเราก็ตัดสินใจซื้อตั๋วหนังที่อยากดูมาในราคา 300 บาท และหลังจากเข้าไปดูได้ครึ่งเรื่องเราก็ได้พบว่าหนังเรื่องนี้ไม่สนุกเอาเสียเลย…

แต่เราก็ยังพยายามที่จะนั่งดูอยู่แบบนั้นจนจบโดยที่ไม่ลุกออกไป เพราะเรารู้สึกว่าเราได้จ่ายเงินเข้ามาแล้ว และเราก็ดูมาตั้งครึ่งเรื่องแล้วด้วย ไหนๆ ก็ขอดูให้จบเลยละกัน

ซึ่งพฤติกรรมแบบนี้เองที่เรียกว่า ‘Sunk Cost’ หรือ ‘คติต้นทุนจม’

เพราะตั๋วหนังที่เราเสียไปแล้ว 300 บาท นั้นยังไงก็ไม่มีทางได้คืน (Sunk Cost) แต่เวลาอีก 60 นาที จากหนังครึ่งเรื่องที่ไม่สนุกนั้นเรายังเอาไปทำอย่างอื่นได้นั่นเอง

ในเชิงของการลงทุนบางครั้งเราก็อาจจะมีความคิดนี้เข้ามาในหัวได้โดยไม่รู้ตัวด้วยเช่นกัน เช่น เราได้เข้าไปซื้อเหรียญตัวหนึ่งสมมุติว่าชื่อ LUNER และเราเข้าซื้อในราคา 100$ หลังจากนั้นไม่นานหลังจากเราซื้อก็เริ่มมีข่าวไม่ดีออกมา เกี่ยวกับช่องโหว่และปัญหาของอัลกอริทึมที่เสี่ยงทำให้โปรเจกต์พังได้เลย ส่งผลให้ราคาลดลงมาอยู่ที่ 50$ แล้ว ทำให้ในตอนนี้เราขาดทุนไปแล้ว 50$

คำถาม คือ เราจะตัดขายตอนนี้ หรือ ถือไว้เพื่อรอราคามันกลับมา (ซึ่งกลับหรือไม่ก็ยังไม่รู้) แต่ไม่ว่าเราจะเลือกทางไหนก็ตาม ถ้าหากเราตัดสินใจโดยเอาต้นทุนที่ได้เสียไป 50$ มาคิดหรือให้น้ำหนักด้วยนั้นหมายถึงเรากำลังติดอยู่กับ Sunk Cost นั้นเอง

เพราะ 50$ ได้คืนหรือไม่ก็ไม่รู้ และถ้าโปรเจกต์นั้นชื่อ LUNA ด้วยละก็ไม่ได้คืนแน่ๆ แต่อีก 50$ นั้นยังเป็นเงินของเรา ซึ่งสามารถเอาไปลงทุนอย่างอื่นได้

ด้วยอคติแบบนี้นี่เองที่บางครั้งก็ทำให้นักลงทุนพลาดโอกาสในการลงทุนหุ้น หรือเหรียญอื่นๆ ที่น่าสนใจ เพียงเพราะว่าไม่อยากสูญเสียต้นทุนเหล่านั้นไปฟรีๆ (ทั้งๆ ที่เสียไปแล้ว)

วิธีหลีกเลี่ยง : ใช้วิธีเดียวกับ Anchoring Bias ได้เลย คือประเมินทุกอย่าง ณ ปัจจุบัน โดยพยายามอย่าให้น้ำหนักกับเงินที่ได้เสียไปแล้ว หรือตัวเลขที่กำลังติดลบอยู่ของพอร์ตหรือ Position

Confirmation Bias | อคติจากการพยายามยืนยันข้อมูลของตนเอง

‘ใครๆ ไม่ก็อยากรู้สึกว่าตัวเองคิดผิด’ เพราะทุกครั้งที่เราคิดผิดเราคงไม่ได้รู้สึกดี แต่เราจะรู้สึกแย่ว่าเพราะอะไรกันนะฉันถึงผิด หรือบางทีเราก็อาจจะกลัวเสียหน้า หรือรู้สึกว่าเราไม่เก่ง ทำให้หลายครั้งเมื่อเราต้องตัดสินใจ หรือโต้เถียงในห้องประชุม แทนที่เราจะหาข้อมูลมาเพื่อช่วยในการตัดสินใจให้ดีที่สุด เรากลับหาข้อมูลมายืนยันว่า ‘ตัวเราเองนั้นคิดถูก’

พฤติกรรมนี้ทำให้นักลงทุนมองข้ามข้อเท็จจริงอันหลากหลายที่อาจจะมีประโยชน์ต่อการตัดสินใจ เพียงเพราะว่ามันไม่ตรงกับความเชื่อของตนเอง และส่งผลให้ผู้ลงทุนมีความมั่นใจมากเกินไป และยึดติดอยู่กับบริษัทหรือโปรเจกต์ (เหรียญ) เพียงไม่กี่อัน แน่นอนว่ามันค่อนข้างเสี่ยง และในขณะเดียวกันเราก็พลาดโอกาสอื่นๆ เพราะเราคิดว่า ‘ที่เราเลือกมานี้ดีสุดแล้ว ไม่มีดีกว่านี้หรอก’ และหาข้อมูลมายืนยันว่าตัวเองคิดถูกไปเรื่อยๆ

วิธีหลีกเลี่ยง : พยายามฝึกตัวเองให้เป็นคนที่ไม่ถามข้อมูลเพื่อยืนยันความคิดของตัวเอง แต่จงถามเพื่อมองหาข้อเท็จจริง พยายามเปิดรับความคิดเห็นที่ตรงกันข้าม โดยเฉพาะคนที่เห็นต่างจากเราดูบ้าง หรือความคิดที่เราอาจจะไม่เห็นด้วยเลยแม้แต่น้อย และมาพิจารณาให้ดีว่าเราพลาดอะไรไปหรือเปล่า

การฝึกลด Confirmation Bias จะทำให้เราสามารถที่จะประเมินมูลค่าของการลงทุน บริษัท และโปรเจกต์ต่างๆ ด้วยความคิดที่เป็นกลางได้ดีมากขึ้น

Overconfidence | มั่นใจเกินไป

อันที่จริงพฤติกรรมแบบมั่นใจมากเกินไปนี้ไม่เพียงพบในหมู่นักลงทุนเท่านั้น แต่ยังพบกระจายอยู่ทั่วไปในทุกสาขาอาชีพ เคยมีการศึกษาเกี่ยวกับความมั่นใจชิ้นหนึ่งที่ชื่อว่า ‘Confidence in the recognition and reproduction of words difficult to spell’ (ความมั่นใจในการจดจำและสะกดคำยาก)

โดยให้ผู้เข้าร่วมการทดลองจำคำก่อนที่จะทดสอบ โดยส่วนมากผู้เข้าร่วมทดลองมักจะบอกว่าตนเองนั้นสามารถที่จะสะกดคำยากเหล่านั้นได้ถูกต้อง 100% แต่หลังจากการทดสอบผลปรากฎว่า ผู้เข้าทดลองสามารถสะกดคำได้ถูกต้องเพียง 80% เท่านั้น แน่นอนว่ามีการทดลองในลักษณะนี้อีกจำนวนมากที่บ่งชี้ว่า ‘เรามักจะประเมินตัวเองสูงหรือต่ำเกินไปเสมอ’ เมื่อเทียบกับความสามารถที่แท้จริงของเรา

“ความมั่นใจเป็นเรื่องดี แต่ถ้ามากเกินพอดีก็อันตราย”

ยกตัวอย่างเช่น เราไปเจอหุ้นตัวหนึ่งและเรารู้สึกว่าเรามั่นใจมากๆ จนทุ่มแบบหมดหน้าตัก พร้อมกับใช้ Leverage หรือ Margin หนักๆ แน่นอนว่าถ้าเราคิดถูกเราก็จะรวยแบบเปลี่ยนชีวิตในชั่วข้ามคืนได้เลย แต่ในทางตรงกันข้ามถ้าเราผิดนั้นหมายถึงหายนะ เพราะเราอาจจะสูญเสียจนหมดตัว

วิธีหลีกเลี่ยง : ทุกครั้งที่เรากำลังรู้สึกมั่นใจมากๆ ในการลงทุน ให้เราลองถามตัวเองดูว่า สัดส่วนในการลงทุนครั้งนี้ถ้าเกิดผิดพลาดจะเกิดอะไรขึ้น เราจะรับได้ไหม หรือถ้าเราใช้ความเสี่ยงมากๆ เรามีเหตุผลที่ดีมากพอไหมที่จะไม่บาลานซ์ความเสี่ยงใหม่

Loss Aversion | ความเกลียดชังการสูญเสีย

ในโลกของการลงทุน ไม่มีการลงทุนไหนที่ไม่เสี่ยง เพราะแม้แต่คนที่เก่งที่สุดในโลกของการลงทุนก็ยังเคยพลาดและสูญเสีย แต่จะมีบางครั้งที่นักลงทุนไม่สามารถยอมรับการขาดทุนหรือสูญเสียเงินทุนบางส่วนไปได้เลย นั่นคืออาการ Loss Aversion

ซึ่งเป็นความรู้สึกที่เราจะทุกข์ใจหากเสียเงิน มากกว่าความสุขที่เราได้รับเงิน พูดให้เข้าใจง่ายๆ ก็ คือ ‘การไม่เสีย 100 ดอลลาร์ ดีกว่าการได้รับ 100 ดอลลาร์’

พฤติกรรมนี้ค้นพบโดยสองนักจิตวิทยา แดเนียล คาห์นะแมน (Daniel Kahneman) และเอมอส ทเวอร์สกี (Amos Tversky) ซึ่งสรุปงานวิจัยของพวกเขาออกมาเป็นแนวคิดสั้นๆ ว่า “การสูญเสียยิ่งใหญ่กว่าการได้รับ (losses loom larger than gains” (Kahneman & Tversky, 1979))”

ทฤษฎีดังกล่าวอธิบายได้ด้วยกราฟนี้

Loss Aversion Graph
กราฟแสดงความรู้สึกจากการสูญเสียและการได้รับ ตามทฤษฎีความคาดหวังและการเกลียดชังความสูญเสีย | แหล่งข้อมูล Economicshelp

จะเห็นได้ว่าเงินจำนวน 100 ดอลลาร์จะส่งผลต่อความรู้สึกเราไม่เท่ากันในกรณีที่สูญเสียและในกรณีที่ได้รับ หากเราได้รับเราจะรู้สึกมีความสุขประมาณหนึ่ง แต่ถ้าหากเราสูญเสียเงิน 100 ดอลลาร์ ที่เราเคยเป็นเจ้าของ เราจะรู้สึกมีความทุกข์มากกว่าการได้รับประมาณสองเท่า

Loss Aversion สามารถส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจของเรา ความกลัวที่จะสูญเสียอาจปิดกั้นเราจากความเสี่ยงที่คำนวณมาอย่างดีว่าการลงทุนนี้คุ้มที่จะเสี่ยงและมีโอกาสที่จะสร้างกำไรอย่างมากให้กับเรา

วิธีการหลีกเลี่ยง : วิธีการหลีกเลี่ยงในข้อนี้ค่อนข้างคล้ายกับเวลาที่เรามั่นใจมากเกินไป เพราะในกรณีของ Loss Aversion เราก็กำลังกลัวมากเกินไป ฉะนั้นลองพิจารณาเรื่องความเสี่ยงให้มาก ดูว่าเรารับได้ไหม ถ้าเราสูญเสียเราจะเป็นอย่างไร ถ้าเราพลาดเรายังไปต่อได้ไหม

Familiarity Bias | อคติจากความคุ้นเคย

งานวิจัยของชิพ ฮีท (Chip Heath) และเอมอส ทเวิร์สกี (Amos Tversky) ได้ทดลองให้ผู้คนเลือกพนันในสองตัวเลือก และก็พบคนเรามักจะมีแนวโน้มที่จะเลือก ‘พนันกับสิ่งที่คุ้นเคยมากกว่า’ แม้ว่าโอกาสชนะต่ำกว่าก็ตาม
นั่นเป็นเพราะว่าการคิดวิเคราะห์ สิ่งใหม่ๆ ที่ไม่คุ้นเคยนั้น เป็นเรื่องยากที่ใช้พลังงานมาก นักลงทุนส่วนใหญ่จึงมักโน้มเอน ศึกษาและลงทุนในสิ่งที่คุ้นเคยมากกว่า เช่น หุ้นที่เคยเห็นมาก่อน เหรียญที่เคยใช้มาก่อน หรือสินค้าที่เราเคยใช้ แน่นอนว่าก็ไม่ใช่เรื่องผิดอะไรอะไร และหลายครั้งก็เป็นเรื่องดีด้วยซ้ำ เพราะสิ่งเหล่านี้อาจจะเป็นสิ่งที่เราเข้าใจมากกว่าคนอื่นๆ ในตลาด เพราะเราคุ้นเคย และเคยใช้บริการ ทำให้การประเมินต่างๆ ทำได้ง่ายขึ้น

แต่… ถ้าเราเลือกการลงทุนจากสิ่งที่คุ้นเคยเป็นหลัก และสิ่งที่เราคุ้นเคยนั้นไม่ใช่อุตสาหกรรมที่มีอนาคตอีกต่อไปแล้วล่ะ

วิธีหลีกเลี่ยง : อย่างแรกเลยคือเราต้องยอมรับให้ได้ก่อนว่า ‘สิ่งที่คุ้นเคย’ ไม่เท่ากับ ‘ดี’ เสมอไป และลองเปิดโอกาสให้ตัวเองได้ลองศึกษาในอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่ไม่คุ้นเคยดูบ้าง เพราะบางครั้งโอกาสก็อาจจะอยู่นอกวงจากสิ่งที่เรารู้สึกคุ้นเคย

Herding Behavior | การทำตามฝูงชน

ถ้าหากว่าเรากำลังเดินผ่านร้านอาหารสักหนึ่งแห่ง และเห็นว่ามีคนต่อแถวเข้าคิวและมุงกันอยู่ เป็นธรรมดาที่เราจะต้องเผลอคิดไปในใจว่า ‘ร้านนี้ต้องอร่อยแน่’ แม้ว่าเราจะไม่เคยกินร้านนั้น และไม่มีข้อมูลใดๆ เกี่ยวกับร้านนั้นเลย ซึ่งพฤติกรรมทางจิตวิทยานี้เองที่เรียกว่า Herding Behavior หรือ ‘พฤติกรรมการทำตามฝูงชน’

Herding Behavior
Herding Behavior หรือพฤติกรรมการลงทุนตามคนอื่นโดยไม่หาข้อมูลเอง ทำให้เกิดอาการ Fomo และนำไปสู่การขาดทุน

และบางครั้งนักลงทุนเองก็มีพฤติกรรมการทำตามฝูงชนด้วยเช่นกัน (ทั้งที่จงใจตามและตามโดยไม่รู้ตัว) ซึ่งหลายคนน่าจะเคยเห็นกันมาบ้างแล้ว เช่น กับหุ้นหรือเหรียญตัวที่เป็นกระแสมากๆ แล้วคนก็แห่เข้าไปซื้อ เข้าไปไล่ราคากัน เพราะรู้สึกว่า ‘ใครๆ ก็ทำกัน’ หรือ ‘ใครๆ ก็ซื้อตัวนี้’

ยิ่งถ้ามีแรงเชียร์จากบรรดาเซียน หรือ influencer ด้วยแล้วล่ะก็ยิ่งไปกันใหญ่ เพราะการซื้อตามๆ กัน ไม่ว่าจะซื้อตามเซียน ตามคนดัง หรือซื้อตามกระแสนั้น มีโอกาสน้อยมากที่จะทำให้นักลงทุนสามารถกำไรและอยู่ในตลาดได้นาน (ถ้าได้ก็ต้องเรียกได้ว่าโชคดีสุดๆ) เพราะการซื้อตามโดยส่วนใหญ่นั้น ผู้ซื้อแทบไม่มีข้อมูลหรือไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเราเข้าซื้อเพราะอะไร จะถือนานแค่ไหน ถ้าเหตุการณ์เปลี่ยนจะทำอย่างไร

วิธีการหลีกเลี่ยง : ถ้าเราเจอหุ้นหรือเหรียญที่รู้สึกว่าตัวนี้ใครๆ ก็เล่น ใครๆ ซื้อ และรู้สึกว่าอยากขึ้นรถมากๆ เพราะกลัวที่จะตกรถ ให้ถามตัวเองเลยว่า เรามีข้อมูลอะไรเกี่ยวกับสิ่งนี้บ้าง เราวางแผนที่จะเข้าซื้อในราคาไหน ออกเมื่อไหร่ ถ้าผิดพลาดจะทำอย่างไร อย่าเพิ่งรีบกระโดดขึ้นรถโดยที่ไม่รู้ปลายทาง เพราะบางครั้งรถที่เรากำลังจะขึ้นนั้นอาจจะขับพาเราลงเหวก็ได้

ทั้งหมดนี่คือ 7 กับดักทางจิตวิทยาที่นักลงทุนต้องหมั่นสังเกตตัวเองอยู่เสมอๆ ว่าเรากำลังติดกับดักเหล่านี้อยู่หรือไม่ เพราะเรื่องของการลงทุน และเรื่องของจิตวิทยานั้นเป็นเรื่องที่แยกกันไม่ออกจริงๆ

เหมือนกับที่ วอร์เรน บัฟเฟตต์ (Warren Buffet) เคยกล่าวไว้ว่า “If you cannot control your emotions, you cannot control your money – ถ้าคุณควบคุมอารมณ์ของตัวเองไม่ได้ คุณก็ควบคุมเงินของคุณไม่ได้เช่นกัน”

References: Investopedia(1), Investopedia(2), Investopedia(3), Investopedia(4), Investopedia(5), Morningstar, Thedecisionlab, Currency


Credits
Content Creator : ประเสริฐ หงษ์สุวรรณ, กนกศักดิ์ เรือนทอง
Graphic Designer : ศุภัชฌา ใช้สติ
Admin : ณิชากร วิทยาวิวัฒน์สกุล
Editor : ประเสริฐ หงษ์สุวรรณ
Enter to Start Team
Enter to Start Teamhttps://entertostart.co
ทีมคนสร้างสื่อที่ตั้งใจจะสร้างพื้นที่แห่งการแบ่งปันข้อมูลในโลกธุรกิจ การลงทุน และคริปโต เพื่อนำเสนอเรื่องราวที่น่าสนใจ ผ่านคอนเทนต์ที่ย่อยง่าย เข้าใจได้ไม่ยาก

เรื่องยอดนิยมวันนี้

เรื่องยอดนิยม 7 วัน

เรื่องยอดนิยมวันนี้ | POPPULAR TODAY

เรื่องยอดนิยม 7 วัน | POPPULAR IN 7 DAYS

Artifact Lab ประกาศปิดการระดมทุนรอบ Pre-Seed 2 ล้านดอลลาร์ นำโดย RW3 Ventures และ IOSG Ventures 

Artifact Lab แพลตฟอร์มข้อมูลผู้ใช้ในเกมและการสร้างรายได้รุ่นใหม่ ร่วมมือกับนักลงทุน Web3 ชั้นนำเพื่อเร่งการเติบโตอย่างรวดเร็ว Artifact Lab แพลตฟอร์มรุ่นใหม่ที่จะมาปฏิวัติวิธีการสร้างรายได้ของเกมมือถือในยุคที่ขับเคลื่อนด้วยความเป็นส่วนตัว มีความยินดีที่จะประกาศว่าสามารถระดมทุนรอบ pre-seed ได้ 2 ล้านดอลลาร์ นำโดย RW3 Ventures และ IOSG Ventures และมี Raptor Group, Cypher Capital...

วิเคราะห์ราคา Bitcoin เมื่อใกล้ 70,000 ดอลลาร์ จะรุ่งหรือร่วง?

Bitcoin ยังคงปรับตัวขึ้นในสัปดาห์นี้ ชึ้ให้เห็นว่าเทรดเดอร์ยังไม่เทขายทำกำไร แม้ราคาจะเข้าใกล้ 70,000 ดอลลาร์ ส่วนจำนวนวาฬ Bitcoin (ที่อยู่ที่ถือมากกว่า 1,000 Bitcoin) เพิ่มขึ้นเป็น 2,104 ราย ณ วันที่ 7 มีนาคม แสดงให้เห็นว่ากลุ่มวาฬยังเชื่อว่า Bitcoin จะยังคงขึ้นต่อ การที่ราคา Bitcoin ปรับตัวขึ้น เป็นการเพิ่มความเชื่อมั่นให้กับภาคคริปโต...

Blast เปิดตัว Testnet วันนี้ พร้อมประกาศกิจกรรม Airdrop หวังดึงดูด Dev

Blast เครือข่าย ethereum L2 เปิดตัว testnet วันนี้ พร้อมประกาศจัดกิจกรรมแจก airdrop หวังดึงดูด developer หลังจากที่มีผู้ใช้ลงเงินรวมกว่า 1.3 พันล้านดอลลาร์ ลุ้น airdrop ในตอนที่เปิดตัว mainnet Blast ประกาศเปิดตัว testnet พร้อมกิจกรรม Big Bang competition...

สานต่อความร้อนแรง! Solana Mobile เตรียมขายสมาร์ตโฟนคริปโตรุ่น 2

Solana Mobile วางแผนจะเปิดตัวสมาร์ตโฟนคริปโตรุ่นที่ 2 เพื่อสานต่อความสำเร็จของสมาร์ตโฟนสำหรับคริปโตรุ่นแรก แหล่งข่าวระบุว่า สมาร์ตโฟนรุ่นใหม่นี้จะมีฟีเจอร์พื้นฐานเหมือนกับรุ่นก่อนหน้าอย่าง Solana Saga นั่นคือมีกระเป๋าคริปโตติดมาในเครื่อง พร้อมซอฟต์แวร์ระบบแอนดรอยด์ที่ปรับแต่งเอง และ "dApp store" สำหรับแอปพลิเคชันคริปโต แต่มีฮาร์ดแวร์ที่ต่างออกไป และราคาถูกกว่ารุ่นแรก ทั้งนี้ Solana Saga เปิดตัวด้วยราคา 1,000 ดอลลาร์ ก่อนจะต้องลดราคาเพราะขายไม่ค่อยออก ก่อนสถานการณ์จะเปลี่ยนไปเมื่อเทรดเดอร์คริปโตพบว่าตัวเครื่องมาพร้อมกับเหรียญ BONK...

CZ ประกาศลาออกจากซีอีโอ Binance ชี้เป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับทุกฝ่าย

เมื่อคืนที่ผ่านมามีข่าวใหญ่ในโลกคริปโต เมื่อ Changpeng “CZ” Zhao ซีอีโอของ Binance ประกาศลาออกจากตำแหน่ง และยอมรับผิดในข้อกล่าวหาว่าละเมิดกฎการฟอกเงินของสหรัฐ แถลงการณ์ดังกล่าวมีใจความว่า วันนี้ ผมตัดสินใจลงจากตำแหน่งซีอีโอของ Binance ผมยอมรับว่ามันไม่ง่ายเลย แต่ผมรู้ว่ามันคือสิ่งที่ถูกต้อง ผมทำผิดพลาดไป และต้องรับผลที่ตามมา นี่คือทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับคอมมูนิตีของเรา สำหรับ Binance และสำหรับตัวผมเอง Binance ไม่ใช่เด็กทารกอีกแล้ว ถึงเวลาแล้วที่ผมจะปล่อยให้มันออกเดินและวิ่งด้วยตัวเอง ผมว่า Binance จะยังเติบโตต่อไปอย่างยอดเยี่ยมด้วยรากฐานอันแข็งแกร่งที่มี พร้อมกันนี้...

Bitcoin Pizza Day จุดเริ่มต้นของการใช้ Bitcoin ทำธุรกรรมในโลกจริง

Bitcoin Pizza Day เป็นวันที่มีขึ้นเพื่อฉลองการใช้งาน Bitcoin ซื้อสินค้าโลกจริงเป็นครั้งแรก โดยเกิดขึ้นในวันที่ 22 พฤษภาคม 2010 คุณ Laszlo Hanyecz ได้ทำการใช้ 10,000 BTC ซื้อพิซซ่าถาดใหญ่ 2 ถาด หลายคนอาจจะงงว่าแค่ซื้อพิซซ่าเอง มันสำคัญอะไรขนาดนั้น? ดังนั้นเราจะมาหมุนเข็มนาฬิกาย้อนไปในวันนั้นกัน 2010 ก่อน Bitcoin จะได้รับความนิยม ในช่วงปี...

Sybil ในโลกคริปโตคืออะไร? ทำไมถึงโดนโปรเจกต์ต่าง ๆ พยายามกวาดล้าง

ช่วงนี้ทุกคนคงได้ยินได้เห็นคำว่า Sybil ผ่านตากันบ่อยมาก ว่าแต่มันคืออะไรกันนะ Sybil ที่ว่า มีที่มาจาก Sybil attack หรือการที่ผู้ใช้ 1 คนสร้างตัวปลอมออกไปมากกว่าหนึ่งเพื่อโจมตีระบบ ชื่อของการโจมตีได้รับแรงบรรดาลใจมาจากหนังสือชื่อ Sybil ในปี 1973 ผู้หญิงคนหนึ่งที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคหลายบุคลิก ในบริบทของการโจมตี คำนี้ถูกบัญญัติขึ้นโดย Brian Zill จาก Microsoft Research แต่ในโลกคริปโต...

ทำความรู้จัก Notcoin (NOT) เหรียญบน Telegram ที่จิ้มแล้วได้เงิน

Notcoin (NOT) เริ่มจากเกมบน Telegram ที่สร้างโดย Open Builder ออกแบบมาเพื่อให้ผู้ใช้งานทั่วไปรู้จักกับโลก Web3 ผ่านกลไกการขุดเหรียญแบบ tap-to-earn (จิ้มหน้าจอแล้วได้เงิน) ด้วยวิธีการเล่นและได้เงินที่ง่ายแสนง่าย ทำให้มียอดผู้เล่นกว่า 35 ล้านราย และยอด active user 6 ล้านราย ต่อวัน ตัวเลขดังกล่าวทำให้ Notcoin จัดเป็นหนึ่งในเกมคริปโตที่เป็นที่นิยมมากที่สุด...

Arkham Intelligence เผยมีผู้ได้รับ airdrop Ethena มูลค่าเกือบ 2 ล้านดอลลาร์

พบผู้โชคดีได้รับ airdrop จาก Ethena Labs มูลค่าเกือบ 2 ล้านดอลลาร์ จากการแจก Ethena (ENA) เมื่อวันที่ 2 เมษายนที่ผ่านมา Arkham Intelligence ระบุว่า ผู้โชคดีดังกล่าวเป็นเจ้าของกระเป๋า 0xb56 ได้รับ 3.3 ล้าน Ethena คิดเป็นมูลค่าประมาณ 1.96...

Dogecoin เป็นของ Elon Musk? เปิดประวัติผู้สร้าง Dogecoin ตัวจริง

Dogecoin สุดยอดเหรียญมีมที่ทุกคนในโลกคริปโตต่างรู้จัก และน่าจะเป็นเหรียญมีมที่โด่งดังที่สุดสำหรับบุคคลทั่วไปที่ไม่ได้สนใจในคริปโต Dogecoin เคยช่วยพลิกสถานะทางการเงินของหลายคน ทำให้หลายคนร่ำรวยขึ้นมา เพียงแต่ผู้ที่สร้างเหรียญนี้กลับไม่ได้รับอะไรเช่นนั้นเลย เพราะอะไร เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น เรามาหาคำตอบกัน

Wormhole เผยรายละเอียด Tokenomic กลุ่มไหนได้เท่าไหร่ดูได้ที่โพสต์นี้

Web3 มีเป้าหมายที่จะส่งเสริมอินเทอร์เน็ตที่โปร่งใส trustless เปิดกว้าง และปลอดภัย วิสัยทัศน์นี้พึ่งพา ecosystem ที่ปลอดภัยและเชื่อมต่อกันอย่างราบรื่น เพื่อให้บรรลุเป้าหมายนี้ Web3 ecosystem ต้องการโปรโตคอลการส่งข้อความพื้นฐานที่ปลอดภัย decentralized ลดการ trust ลงให้น้อยที่สุด และเป็นโอเพ่นซอร์ส เมื่อ 3 ปีที่แล้ว Wormhole (@wormholecrypto) เปิดตัวโปรโตคอลการส่งข้อความทั่วไปตัวแรกที่เชื่อมต่อกับ Ethereum...

บทความที่เกี่ยวข้อง | RELATED ARTICLE

ทวิตเตอร์จะทำอย่างไรเมื่อสงครามอิสราเอล-ฮามาส ท้าทายเสรีภาพในการพูด

นับตั้งแต่เข้าซื้อทวิตเตอร์ (X) เมื่อเกือบปีก่อน Elon Musk ก็ชูจุดยืนด้านเสรีภาพทางการพูดมาโดยตลอด แต่ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาก็มีเหตุการณ์ที่ทำให้จุดยืนดังกล่าวตกเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรง นั่นคือสงครามระหว่างอิสราเอลกับกองกำลังฮามาส

10 อันดับกองทุนชื่อดังในโลกคริปโต

ทำความรู้จักกับ 10 กองทุนชื่อดังในโลกคริปโต กองทุนไหนมีเงินทุนเท่าไหร่ ลงทุนในโปรเจกต์ไหนบ้าง น่าสนใจหรือไม่อย่างไร

ไขความลับอัตราดอกเบี้ย

หลังจากที่เราได้พูดคุยกันไปในบทความเรื่อง “ถอดรหัสการทำงานของระบบเศรษฐกิจ” ทำให้เรารู้ว่า เครดิต ทำหน้าที่เป็นเหมือนน้ำมันสำหรับเครื่องยนต์ของการค้าโลก ลองนึกภาพว่า เราสามารถยืมเงินมาซื้อของที่เราต้องการได้ตอนนี้ แล้วค่อยจ่ายคืนทีหลัง เช่นเดียวกัน ภาคธุรกิจใช้เครดิตเพื่อให้ได้มาซึ่งสินทรัพย์  สร้างกำไร แล้วค่อยชำระคืนเจ้าหนี้ ทีนี้คำถามคือ แล้วทำไมบางคนถึงให้คนอื่นยืมเงินตั้งแต่แรก ? และนี้คือแนวคิดที่น่าสนใจเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ย อัตราดอกเบี้ย คืออะไร ? คิดว่าดอกเบี้ยเป็นค่าบริการที่ผู้ให้กู้เรียกเก็บจากผู้กู้ สมมุติว่า โทนี่ยืมเงิน 10,000 บาทจากสตีฟในอัตราดอกเบี้ย 5% โทนี่จำเป็นต้องคืนเงินให้กับสตีฟจำนวน...

ทำความรู้จักกับ Grass ที่ไม่ใช่หญ้า และช่วยสร้างรายได้ให้ผู้ใช้งานได้

Grass คืออะไร Grass เป็นแพลตฟอร์มใหม่ที่จะช่วยให้บุคคลต่าง ๆ สามารถสร้าง passive income ด้วยการขายอินเทอร์เน็ตแบนด์วิดท์ที่ไม่ได้ใช้งาน ครอบครัวและบุคคลส่วนใหญ่มีการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตโดยมีแบนด์วิดท์จำนวนหนึ่งที่มักจะไม่ได้ใช้งาน Grass จะจัดหาเครือข่ายซึ่งจะสามารถขายแบนด์วิดท์เหล่านั้นให้กับองค์กรและสถาบันได้ ช่วยสร้าง passive income กระบวนการนี้ได้รับการสนับสนุนจากชุดแอปพลิเคชันที่ทำงานเบื้องหลังโทรศัพท์หรือคอมพิวเตอร์ของคุณ แนวคิดและการใช้งาน ใช้ประโยชน์จากแบนด์วิดท์ที่ไม่ได้ใช้งาน: Grass ช่วยให้บุคคลต่าง ๆ สามารถสร้าง passive income ด้วยการขายแบนด์วิดท์เครือข่ายที่ไม่ได้ใช้งาน โดยอาศัยหลักการที่ว่า ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตส่วนใหญ่มีแบนด์วิดท์ที่ได้จากผู้ให้บริการจำนวนหนึ่ง...

ทำความเข้าใจเกี่ยวกับความแออัดของเครือข่ายบล็อกเชน (Blockchain Network Congestion)

พวกเราคงเคยเจอกับรถติดในช่วงเวลาที่ฝนตกตอนเลิกงาน สถานการณ์ที่คล้ายกันนี้ก็เกิดขึ้นในโลกของบล็อกเชนเช่นกัน ที่ซึ่งแทนที่จะใช้รถยนต์ เรากำลังเผชิญกับการจราจรติดขัดในการทำธุรกรรม เหตุการณ์นี้เรียกว่าความแออัดของเครือข่ายบล็อกเชน (Blockchain Network Congestion) เช่นเดียวกันกับที่รถจำนวนมากเกินไปอาจทำให้การจราจรติดขัด จำนวนธุรกรรมที่มากเกินไปอาจทำให้เครือข่ายบล็อกเชนแออัดได้เหมือนกัน กรณีนี้เกิดขึ้นเมื่อธุรกรรมจำนวนมากถูกส่งเข้ามา มากเกินกว่าที่เครือข่ายจะสามารถจัดการได้ ลองนึกภาพภาพว่า Blockchain เป็นเกมการสร้างบล็อก ซึ่งแต่ละบล็อกประกอบด้วยกลุ่มของธุรกรรม ยิ่งธุรกรรมมาก ยิ่งต้องใช้บล็อกมาก แต่บางครั้ง อาจมีการทำธุรกรรมที่มากเกินไปสำหรับ blockchain จนไม่สามารถจัดการได้ทันท่วงที แล้ว Blockchain ทำงานอย่างไร? ลองนึกภาพสายโซ่ยาวๆ ที่แต่ละข้อต่อเป็นตัวแทนของบล็อก บล็อกเหล่านี้ประกอบด้วยข้อมูลธุรกรรมจากผู้ใช้...

zkLink ประกาศ Pioneer Program: Shaping the future together เพื่อรับสิทธิ token drop ในอนาคต

ประกาศ #zkLinkPioneerProgram! โอกาสพิเศษในการเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว @zkLink และมีบทบาทสำคัญในการเติบโต (สิทธิพิเศษมากมายรวมถึง token drop)

คู่มือการสร้าง Portfolio ที่สมดุลสำหรับมือใหม่

ก้าวแรกในการเข้าสู่โลกของสกุลเงินดิจิทัลนั้นทำได้ง่าย เพียงแค่เราก็ซื้อ Bitcoin (BTC), Ethereum (ETH) หรือคริปโตอื่นๆ ที่เราชอบ บางคนอาจจะชอบพวกเหรียญใหญ่ๆ ในขณะที่บางคนอาจชอบที่จะไปตะลุยกับบรรดา Altcoins หรือ Meme coins  แล้วเราจะดูได้ยังไงว่าแบบไหนดีที่สุด ? เราจะประสบความสำเร็จได้ดีที่สุดด้วยการพิจารณา กระจายการลงทุนอย่างรอบคอบ และหมั่นสร้างสมดุลให้กับพอร์ตคริปโตของเรา ซึ่งมันไม่ได้ยากอย่างที่คิด วันนี้มาดูกันเลย Portfolio คืออะไร ? โดยพื้นฐานแล้ว พอร์ตโฟลิโอของคริปโต คือการแบ่งประเภทของสกุลเงินดิจิทัลที่เราลงทุน...

ข่าวที่เกี่ยวข้อง | RELATED NEWS

หลายฝ่ายตั้งคำถาม ETH เป็นหลักทรัพย์หรือไม่ หลัง SEC อนุมัติ Spot ETH ETF

เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2024 คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐ (SEC) ได้อนุมัติ Spot Ethereum ETF ทำให้หลายฝ่ายเกิดคำถามตามมาว่า ตกลงแล้ว Ethereum เป็นหลักทรัพย์หรือไม่ นอกจากนี้ ยังไม่มีความชัดเจนว่าอำนาจของ SEC นั้นครอบคลุม Ethereum หรือไม่ โดย Gary Gensler ประธาน SEC...

JPMorgan คาด Spot Ethereum ETF จะเริ่มซื้อขายได้ก่อนพฤศจิกายน

ทีมนักวิเคราะห์ของ JPMorgan นำโดย Kenneth Worthington เปิดเผยคาดการณ์ว่า Spot Ethereum ETF น่าจะเปิดให้ซื้อขายได้ก่อนเดือนพฤศจิกายน Worthington ระบุว่า “เรามองว่าการอนุมัติ ETF ครั้งนี้ รวมถึงคริปโตในวงกว้างขึ้น จะเพิ่มประเด็นทางการเมืองการถึงวันเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐในปี 2024 นี้ ดังนั้น เราคาดว่าจะสามารถเริ่มซื้อขาย Spot Ethereum ETF ได้ก่อนถึงเดือนพฤศจิกายน” ทั้งนี้...

ในที่สุด! Spot Ethereum ETF ได้รับอนุมัติจาก SEC สหรัฐ อย่างเป็นทางการ 

สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐ (SEC) ได้อนุมัติให้มีการซื้อขายกองทุน Spot Ethereum ETF ในตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว  SEC ได้อนุมัติแบบฟอร์ม 19b-4 จากบริษัทจัดการกองทุน ได้แก่ VanEck, BlackRock, Fidelity, Grayscale, Franklin Templeton, ARK 21Shares, Invesco Galaxy และ Bitwise...

หลายฝ่ายตั้งคำถาม ETH เป็นหลักทรัพย์หรือไม่ หลัง SEC อนุมัติ Spot ETH ETF

เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2024 คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐ (SEC) ได้อนุมัติ Spot Ethereum ETF ทำให้หลายฝ่ายเกิดคำถามตามมาว่า ตกลงแล้ว Ethereum เป็นหลักทรัพย์หรือไม่ นอกจากนี้ ยังไม่มีความชัดเจนว่าอำนาจของ SEC นั้นครอบคลุม Ethereum หรือไม่ โดย Gary Gensler ประธาน SEC...

JPMorgan คาด Spot Ethereum ETF จะเริ่มซื้อขายได้ก่อนพฤศจิกายน

ทีมนักวิเคราะห์ของ JPMorgan นำโดย Kenneth Worthington เปิดเผยคาดการณ์ว่า Spot Ethereum ETF น่าจะเปิดให้ซื้อขายได้ก่อนเดือนพฤศจิกายน Worthington ระบุว่า “เรามองว่าการอนุมัติ ETF ครั้งนี้ รวมถึงคริปโตในวงกว้างขึ้น จะเพิ่มประเด็นทางการเมืองการถึงวันเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐในปี 2024 นี้ ดังนั้น เราคาดว่าจะสามารถเริ่มซื้อขาย Spot Ethereum ETF ได้ก่อนถึงเดือนพฤศจิกายน” ทั้งนี้...

ในที่สุด! Spot Ethereum ETF ได้รับอนุมัติจาก SEC สหรัฐ อย่างเป็นทางการ 

สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐ (SEC) ได้อนุมัติให้มีการซื้อขายกองทุน Spot Ethereum ETF ในตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว  SEC ได้อนุมัติแบบฟอร์ม 19b-4 จากบริษัทจัดการกองทุน ได้แก่ VanEck, BlackRock, Fidelity, Grayscale, Franklin Templeton, ARK 21Shares, Invesco Galaxy และ Bitwise...

Lista (LISTA) Binance Megadrop ตัวที่ 2 เตรียมเปิดให้ล็อก BNB และทำ Web3 Quest เพื่อรับ  Airdrop แล้ว

Lista (LISTA) liquid staking และโปรโตคอล stablecoin แบบ decentralized เตรียมเปิดให้ฟาร์มบน Binance Megadrop แล้ว โดยจะประกาศวันที่เปิดให้เริ่มฟาร์มได้ในภายหลัง  ผู้สนใจสามารถสมัคร BNB Locked Product และ/หรือทำภารกิจใน Web3 Wallet ของตัวเองในวันดังกล่าว เพื่อรับรางวัลก่อนที่ LISTA จะถูกลิสต์บน Binance...

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้
    Cookies Details

  • คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์

    คุกกี้ประเภทนี้จะทำการเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ของคุณ เพื่อเป็นประโยชน์ในการวัดผล ปรับปรุง และพัฒนาประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ ถ้าหากท่านไม่ยินยอมให้เราใช้คุกกี้นี้ เราจะไม่สามารถวัดผล ปรับปรุงและพัฒนาเว็บไซต์ได้
    Cookies Details

  • คุกกี้เพื่อปรับเนื้อหาให้เข้ากับกลุ่มเป้าหมาย

    คุกกี้ประเภทนี้จะเก็บข้อมูลต่าง ๆ รวมทั้งข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับตัวคุณเพื่อเราสามารถนำมาวิเคราะห์ และนำเสนอเนื้อหา ให้ตรงกับความเหมาะสมกับความสนใจของคุณ ถ้าหากคุณไม่ยินยอมเราจะไม่สามารถนำเสนอเนื้อหาและโฆษณาได้ไม่ตรงกับความสนใจของคุณ
    Cookies Details

Save Settings