อย่ารอที่จะเริ่มการเดินทางของคุณ
บทความนี้เก็บกู้มาจากคลังอินเทอร์เน็ต (Internet Archive) หลังเว็บไซต์เดิมถูกปิดไป

เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่าง Blockchain ทั้ง 4 ประเภท

2022-09-18
เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่าง Blockchain ทั้ง 4 ประเภท

KEY TAKEAWAYS


เรารู้กันดีว่าคริปโตเคอร์เรนซีรันอยู่บนเทคโนโลยีบล็อกเชน แต่รู้หรือไม่ว่าบล็อกเชนไม่ได้มีเพียงประเภทเดียว มันสามารถแบ่งออกเป็น 4 ประเภทหลัก คือ public blockchain, private blockchain, consortium blockchain และ hybrid blockchain และแต่ละประเภทก็มีข้อดีข้อเสียแตกต่างกัน

เอสป้า ฮง (Espae Hong) หัวหน้าสถาบันวิจัย CBDC Blockchain กล่าวว่า “เทคโนโลยีบล็อกเชนที่อยู่เบื้องหลังโปรเจกต์ต่างๆ นั้นเหมือนกัน แต่ผู้ใช้ปลายทางของบล็อกเชนแต่ละประเภทจะแตกต่างกัน” เช่น Public Blockchains ผู้ใช้ปลายทางคือทุกคน ส่วน Private Blockchains ผู้ใช้ปลายทางคือผู้ที่ได้รับเชิญและสมาชิกในเครือข่ายเท่านั้น

วันนี้เราจึงพามาทำความรู้จักกับบล็อกเชนทั้ง 4 ประเภทกัน

บล็อกเชนหลัก 4 ประเภท ได้แก่ Public Blockchain, Private Blockchain, Consortium Blockchain และ Hybrid Blockchain

Blockchain 4 ประเภทหลัก

Public Blockchain

แผนผังแสดงเครือข่ายของ Public Blockchain ซึ่งเป็นบล็อกเชนสำหรับแนวคิด decentralized อย่างแท้จริง | แหล่งข้อมูล Blockchain

เป็นบล็อกเชนสำหรับแนวคิดการกระจายอำนาจ (decentralized) อย่างแท้จริง มันไม่มีข้อจำกัดใดๆ ในการเข้าร่วมระบบ (Permissionless) ขอแค่มีคอมพิวเตอร์กับอินเทอร์เน็ตก็สามารถเข้าร่วมระบบได้

Public Blockchain นั้นเหมาะสำหรับการทำการแลกเปลี่ยนสกุลเงินดิจิทัล รวมไปถึงสามารถใช้ในการบันทึกข้อมูลได้อีกด้วย ทั้ง Bitcoin และ Ethereum ต่างก็เป็นบล็อกเชนแบบ Public Blockchain

แต่ข้อเสียของ Public Blockchain ก็คือ ถ้าหากมีใครที่สามารถควบคุม Validator ได้เกิน 51% ก็จะสามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อมูลบนบล็อกเชนได้ นอกจากนี้ยังมีข้อเสียทางด้าน Scalability โดยความเร็วในด้านการทำธุรกรรมนั้นจะช้ากว่า (ปัญหาเรื่องของความเร็วในการทำธุรกรรมต่อวินาที หรือ TPS นั้นยังคงเป็นปัญหาสำหรับ Public Blockchain อยู่จนถึงทุกวันนี้ แต่ก็มีแนวโน้มที่ดีขึ้น)

Private Blockchain

แผนผังแสดงเครือข่ายของ Private Blockchain ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อการใช้งานในองค์กร ต้องได้รับอนุญาตจากผู้ดูแลจึงจะเข้าใช้งานได้ | แหล่งข้อมูล Medium

เป็นบล็อกเชนที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อการใช้งานในองค์กรหรือบริษัทเท่านั้น โดยผู้ที่ต้องการเข้าใช้งานจะต้องได้รับอนุญาตจากผู้ดูแล ผู้ที่มีส่วนร่วมสามารถร่วมกันเปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์ในการตรวจสอบข้อมูลที่จะบันทึกลงในบล็อกเชนได้ด้วย

Private Blockchain นั้นเหมาะสำหรับองค์กรที่ต้องการเก็บข้อมูลที่เป็นความลับของบริษัทไว้ โดยตัวอย่างขององค์กรหรือบริษัทที่มี Private Blockchain เช่น Terndermint, Corda, Hyperledger เป็นต้น

ข้อเสียของ Private Blockchains ก็คือค่าใช้จ่ายในการลงทุนทางด้านโครงสร้างพื้นฐานของอุปกรณ์ การเชื่อมต่อองค์ความรู้ของผู้ใช้งานภายในองค์กร รวมไปถึงการดูแลรักษาระบบ

Consortium Blockchain

แผนผังแสดงเครือข่ายของ Consortium Blockchain บล็อกเชนที่เหมาะกับการรวมตัวกันระหว่างองค์กรที่ต้องมีการส่งข้อมูลไปมาหากัน | แหล่งข้อมูล Medium

เป็นบล็อกเชนที่ผสมผสานเอาแนวคิดของ Public Blockchain และ Private Blockchain เข้าด้วยกัน เหมาะกับการรวมตัวกันระหว่างองค์กรหรือบริษัทที่ต้องมีการส่งข้อมูลไปมาหากันอยู่ตลอดเวลา โดยธุรกรรมหรือข้อมูลที่ถูกเก็บบนบล็อกเชนนั้นจะถูกเก็บเป็นความลับ ไม่ได้มีการเปิดเผยต่อสาธารณะทั้งหมด

ตัวอย่างโปรเจกต์ที่ใช้ Consortium Blockchain คือ Tendermint และ Multichain รวมถึงกลุ่มธนาคารของญี่ปุ่นก็มีการใช้ Consortium Blockchains เช่นกัน

Consortium Blockchain จะมีตัวแทนของแต่ละองค์กรเป็นผู้ตรวจสอบและอนุมัติสิทธิในการเข้าร่วม และสมาชิกจะค่อยทำหน้าที่เป็นผู้ตรวจสอบ (Validator) ร่วมกันบนบล็อกเชน

Consortium Blockchain มีข้อดีที่มีความยืดหยุ่นในการเปลี่ยนแปลงสูงกว่า Public Blockchain แต่ก็ต้องแลกมากับความปลอดภัยที่น้อยกว่า และมีความเป็น Decentralized มากกว่า Private Blockchain

Hybrid Blockchain

แผนผังแสดงเครือข่ายของ Hybrid Blockchain เป็นระบบที่ถูกควบคุมด้วยองค์กรใดองค์กรหนึ่ง โดยผู้ควบคุมจะเป็นคนกำหนดผู้เข้าร่วมระบบ กำหนดสิทธิ์ในระบบ และกำหนดว่าข้อมูลใดควรเผยแพร่ | แหล่งข้อมูล Blockchain

คล้ายกันกับ Consortium Blockchain, Hybrid Blockchain ก็เป็นการนำคุณสมบัติของ Public Blockchain และ Private Blockchain มารวมไว้ด้วยกัน โดยองค์กรที่มีการใช้ Hybridg Blockchain ก็คือ IBM Food Trust

Hybrid Blockchain เป็นระบบที่ถูกควบคุมด้วยองค์กรใดองค์กรหนึ่ง โดยผู้ควบคุมจะเป็นคนกำหนดว่าใครที่สามารถจะเป็นผู้เข้าร่วมกับบล็อกเชนได้ กำหนดว่าใครมีสิทธิ์เข้าถึงข้อมูลใดบ้าง และกำหนดว่าข้อมูลใดสามารถเปิดเผยต่อสาธารณะได้

ข้อดีของ Hybrid Blockchain คือมีความปลอดภัยจากการถูกโจมตีสูง แฮ็กเกอร์ไม่สามารถทำการโจมตีแบบ 51% ได้ นอกจากนี้ยังมีความเป็นส่วนตัว และมีความสามารถในการปรับขนาด (Scalability) ที่ดีกว่า Public Blockchain
.
.
ในปัจจุบันเราอาจจะรู้จักบล็อกเชนในฐานะเทคโนโลยีที่อยู่เบื้องหลังคริปโตเคอร์เรนซี แต่มันมีประเภทแยกย่อยออกไปอีกซึ่งส่งเสริมในอุตสาหกรรมที่มีรูปแบบแตกต่างกัน ตอนนี้บล็อกเชนกำลังได้รับความนิยมขึ้นเรื่อยๆ อีกไม่นานมันคงก้าวเข้ามามีบทบาทในโลกของเรามากยิ่งขึ้น

References : Foley, Techtarget, Mhesi


Credits
Content Creator : สิรภพ วรมิศร์
Graphic Designer : ศุภัชฌา ใช้สติ
Admin : ณิชากร วิทยาวิวัฒน์สกุล
Editor : ประเสริฐ หงษ์สุวรรณ