อย่ารอที่จะเริ่มการเดินทางของคุณ
บทความนี้เก็บกู้มาจากคลังอินเทอร์เน็ต (Internet Archive) หลังเว็บไซต์เดิมถูกปิดไป

8 สิ่ง 'สำคัญ' ที่คริปโตต้องแก้ไขก่อน จึงจะสามารถไปต่อได้

2022-09-15

KEY TAKEAWAYS


แม้ว่าตอนนี้จะอยู่ในช่วงขาลงของตลาดคริปโต แต่ก็เป็นเรื่องที่ปฏิเสธไม่ได้ว่าคริปโตได้รับความนิยมอย่างมาก และก้าวเข้ามามีบทบาทสำคัญในปัจจุบันแล้วด้วยศักยภาพหลากหลายที่กำลังค่อยๆ เผยออกมา

TABLE OF CONTENTS
  1. แก้ไขปัญหาด้านอาชญากรรม (การแฮ็ก-ฟอกเงิน)
  2. มีกฎระเบียบที่ชัดเจน
  3. ลดปริมาณการใช้พลังงาน
  4. เพิ่มความเร็วในการทำธุรกรรม
  5. จัดการกับความผันผวนของราคา
  6. เพิ่มความปลอดภัยให้มากขึ้น
  7. ค่าธรรมเนียมที่เหมาะสม
  8. ให้ความรู้แก่ผู้ใช้งานในวงกว้าง

แต่ทั้งนี้ก็มีปัญหาหลายอย่างที่มันต้องได้รับการแก้ไขก่อนที่จะไปต่อ ไม่ว่าเรื่องราคาที่มีความผันผวนมาก การขาดกฎระเบียบดูแล หรือใช้พลังงานจำนวนมากในการดำเนินการ ทำให้หลายประเทศเริ่มมีมาตรการด้านลบเกี่ยวกับคริปโต อย่างจีนที่แบนการขุดเหมืองคริปโตเมื่อกรกฎาคมปีที่แล้ว

ดังนั้นหากคริปโตอยากไปต่อ มันต้องมีการแก้ไขเกี่ยวกับปัญหาต่างๆ เหล่านี้ ทั้งหมด 8 ข้อ

8 ปัญหาหลักที่คริปโตต้องแก้ไขเพื่อให้สามารถเดินหน้าต่อได้อย่างมั่นคง ได้แก่ ปัญหาด้านอาชญากรรม กฎระเบียบควบคุมที่ชัดเจน ลดปริมาณการใช้พลังงาน เพิ่มความเร็วในการทำธุรกรรม จัดการกับความผันผวนของราคา เพิ่มความปลอดภัย ปรับค่าธรรมเนียมให้เหมาะสม และให้ความรู้แก่ประชาชนในวงกว้าง

แก้ไขปัญหาด้านอาชญากรรม (การแฮ็ก-ฟอกเงิน)

คุณสมบัติการไม่เปิดเผยตัวตนเป็นเหมือนตัวดึงดูดเหล่าแฮ็กเกอร์ทั้งหลาย รวมไปถึงการฟอกเงิน การให้ทุนสนับสนุนกลุ่มผู้ก่อการร้าย และใช้เพื่อหลีกเลี่ยงการคว่ำบาตรอย่างอิหร่านที่ออกกฎหมายใหม่ให้สามารถใช้คริปโตชำระเงินนำเข้าสินค้าเพื่อหลีกเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ

อันที่จริงกิจกรรมเหล่านี้ก็สามารถทำได้ผ่านเงินเฟียตเช่นกันนั่นหล่ะ ดังนั้นการแก้ไขปัญหานี้อาจจะยากอยู่สักหน่อย แต่ก็สามารถพิจารณาตัวเลือกอย่างเช่นการยืนยันตัวตนแบบ KYC (know-your-customer) ซึ่งมันก็จะขัดกับคุณสมบัติความเป็นส่วนตัว

ส่วนสกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลาง (CBDC) รัฐบาลสามารถติดตามธุรกรรมได้ ซึ่งมันก็อาจจะลดปัญหาอาชญากรรมลงได้

มีกฎระเบียบที่ชัดเจน

ปัจจุบันกฎระเบียบด้านคริปโตมีความสุดโต่งในแต่ละประเทศ อย่างในจีนหรืออิรัก คริปโตจะถูกแบน แต่ในประเทศอย่างเอลซัลวาดอร์ มันกลายเป็นช่องทางการชำระเงินอย่างถูกกฎหมาย ดังนั้นคริปโตต้องมีกฎระเบียบควบคุมที่เหมาะสม การเทรดสิ่งที่ไม่มีกฎระเบียบควบคุมจะถือเป็นสินทรัพย์ทั่วไป ซึ่งการฉ้อโกงประเภทต่างๆ ก็จะเกิดขึ้นได้มาก

กฎระเบียบเป็นสิ่งจำเป็นมากในอุตสาหกรรมคริปโต มันส่งผลต่อทั้งราคาและความเชื่อมั่น อย่างงานวิจัยจาก Ripple ที่ชี้ให้เห็นว่าสถาบันการเงินกว่า 76% มีแนวโน้มจะก้าวเข้ามาในอุตสาหกรรมคริปโตหากมีกฎระเบียบที่ครอบคลุม

คำถามสำคัญคือกฎระเบียบที่เหมาะสมที่สุดสำหรับคริปโตคืออะไร? และหน่วยงานที่ดูแลจะสามารถทำให้มันเป็นประโยชน์กับทุกคนได้ในทางไหนบ้าง? นี่คือสิ่งที่เราต้องคอยติดตามกันต่อไป

ลดปริมาณการใช้พลังงาน

ปริมาณการใช้พลังงานของคริปโตเคอร์เรนซีในการดำเนินธุรกรรม | แหล่งข้อมูล Moneysupermarket

กระบวนการที่เกี่ยวข้องกับคริปโตเคอร์เรนซี ตั้งแต่การสร้างจนกระทั่งการนำมาใช้ ทั้งหมดนี้ล้วนใช้พลังงานเป็นจำนวนมาก เว็บไซต์การเงินของสหราชอาณาจักรอย่าง MoneySuperMarket .com รายงานว่าในหนึ่งปี Bitcoin ใช้พลังงานมากกว่าประเทศนอร์เวย์เสียอีก และยังมีรายงานว่าธุรกรรม Bitcoin หนึ่งธุรกรรมใช้พลังงาน 1,173 กิโลวัตต์-ชั่วโมง คิดเป็นมูลค่าประมาณ 100 ดอลลาร์และสร้างคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) มากกว่า 800 กิโลกรัม ส่วน Ethereum ใช้พลังงานน้อยกว่า แต่ก็ยังสร้าง (CO2) 62 กิโลกรัมต่อธุรกรรม

ที่เหมืองคริปโตใช้พลังงานสูงเป็นเพราะกลไกการยืนยันธุรกรรมแบบ Proof-of-Work (ซึ่ง Bitcoin จะต้องใช้ PoW ไปตลอด) แต่ทั้งนี้คริปโตโปรเจกต์ใหม่ๆ หันไปใช้กลไกการยืนยันธุรกรรมแบบ Proof-of-Stake แทน ซึ่งสามารถลดพลังงานได้ถึงหนึ่งล้านเท่า Ethereum ซึ่งเป็นคริปโตที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของวงการ ก็กำลังจะเปลี่ยนไปใช้การยืนยันธุรกรรมแบบ PoS ซึ่งเรียกการอัพเกรดนี้ว่า The Merge ที่จะเกิดขึ้นในช่วงกลางเดือนกันยายนของปีนี้

เพิ่มความเร็วในการทำธุรกรรม

ความเร็วในการทำธุรกรรมของคริปโตเคอร์เรนซี
ความเร็วในการดำเนินธุรกรรมของ Cryptocurrency เทียบกับ Visa และ Paypal | แหล่งข้อมูล Crypto.com

ตอนนี้ BTC สามารถยืนยันธุรกรรมได้เพียง 7 ธุรกรรมต่อวินาที ในขณะที่สถาบันการเงินดั้งเดิมอย่าง Visa สามารถรองรับการทำธุรกรรมได้ถึง 24,000 ธุรกรรมต่อวินาที หากคริปโตเคอร์เรนซีต้องการเข้ามาแทนที่ระบบของสถาบันการเงินแบบดั้งเดิม ต้องพยายามที่จะเพิ่มความเร็วในการทำธุรกรรมให้มากขึ้น

แม้เราจะมีคริปโตที่สามารถทำธุรกรรมได้รวดเร็วเกือบจะเทียบเท่ากับระบบดั้งเดิม แต่โปรเจกต์คริปโตเหล่านั้นก็ยังมีความรวมศูนย์อยู่ค่อนข้างมาก ซึ่งก็จะมีความเป็นส่วนตัวน้อย

หนึ่งในวิธีการเพิ่มความเร็วก็คือการเพิ่มเลเยอร์ 2 ซึ่งจะสามารถทำธุรกรรมนอกบล็อกเชนได้ เช่น BTC ที่เปิดตัว ‘lightning network’ ในปี 2018 ทำให้สามารถทำธุรกรรมนอกบล็อกเชนได้และรวดเร็วขึ้น ในขณะที่ข้อมูลก็จะถูกบันทึกลงไปในบล็อกเชนเช่นเดิม

จัดการกับความผันผวนของราคา

การเปลี่ยนแปลงของราคา Bitcoin ตั้งแต่ปี 2013 – 2022 | แหล่งข้อมูล CoinMarketCap

อย่างที่เรารู้ดี คริปโตมีราคาผันผวนมาก เมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว BTC พุ่งไปถึง all time high ที่ราคา 67,566.33 ดอลลาร์ ผ่านมาไม่ถึงปี ตอนนี้ BTC ยังพยายามที่จะปีนให้เหนือเส้นราคา 20,000 ดอลลาร์อยู่เลย ส่วนคริปโตอื่นๆ ในตลาดยิ่งหนักหนา บางตัวสามารถที่จะสูญเสียมูลค่ามากกว่า 50% เพียงชั่วข้ามคืน เมื่อเทียบกับสกุลเงินเฟียตที่มีความผันผวนกลางๆ แล้วนั้น คริปโตดูจะแย่ไปเลยในแง่มุมนี้

คนส่วนหนึ่งไม่มีความเชื่อมั่นในคริปโตเพราะความผันผวนนี้เอง นักลงทุนชื่อดังอย่างจอร์จ โซรอส (George Soros) ก็มองว่า BTC ไม่ใช่สกุลเงินเพราะเรื่องความผันผวนเช่นกัน เขาให้ความเห็นว่า ‘Bitcoin ไม่ใช่สกุลเงิน เพราะสกุลเงินควรจะเป็นที่เก็บมูลค่าที่เสถียร และสกุลเงินที่ผันผวนมากกว่า 25% ในหนึ่งวัน ไม่สามารถนำมาใช้เพื่อจ่ายค่าจ้างได้ เพราะค่าจ้างอาจลดลง 25% ภายในหนึ่งวัน’

เพิ่มความปลอดภัยให้มากขึ้น

เหตุผลที่จะทำให้นักลงทุนในคริปโตสูญเสียเงินทุนมีได้หลายแบบ ทั้งจากการแฮ็กและเข้าถึงเงินทุนของตัวเองไม่ได้จากหลายสาเหตุ

หากเราทำบัตรเครดิตหายหรือมันถูกขโมย ธนาคารอาจจะยังสามารถแก้ไขปัญหาหรืออาจจะได้รับเงินประกันอยู่บ้าง แต่ถ้าเราทำ Private Key ที่เอาไว้ใช้เข้าสู่กระเป๋าคริปโตของเราหาย นั่นก็หมายถึงบอกลาเงินของเราได้เลย

บริษัท Chainalysis ซึ่งเป็นบริษัทวิเคราะห์ข้อมูลได้ประมาณการว่ากว่า 1 ใน 5 ของ BTC ที่ถูกขุดแล้วในปัจจุบันได้สูญหายไปจากหลายสาเหตุ เช่น เก็บอยู่ในกระเป๋าคริปโตที่เจ้าของกระเป๋าลืม Private Key หรือโอนไปผิดที่อยู่ หรือทำฮาร์ดไดรฟ์หาย เป็นต้น ซึ่งแน่นอนว่า BTC ไม่ได้หายไปไหน มันยังมีอยู่ในโลกดิจิทัล แต่ไม่สามารถนำออกมาใช้ได้

นอกจากนี้การแฮ็กยังเกิดขึ้นได้บ่อยครั้งมากในอุตสาหกรรมนี้ ด้วยเพราะมันยังใหม่ ดังนั้นจึงมีช่องโหว่มาก นับตั้งแต่ในปี 2014 ที่แพลตฟอร์มเทรดคริปโตที่ (เคย) ใหญ่ที่สุดในโลกอย่าง Mt. Gox ถูกแฮ็ก BTC ไป 744,408 เหรียญจนต้องล้มละลาย ผ่านมา 8 ปี เทคโนโลยีพัฒนาขึ้น แฮ็กเกอร์ก็พัฒนาด้วย เหตุการณ์แฮ็กก็ยังเกิดขึ้นบ่อยครั้งในอุตสาหกรรมนี้ โดยนับแค่ปีนี้ มูลค่าความเสียหายของคริปโตจากการถูกแฮ็กก็สูงถึง 1,900 ล้านดอลลาร์แล้ว

ค่าธรรมเนียมที่เหมาะสม

ค่าธรรมเนียมเฉลี่ยต่อธุรกรรมของ Cryptocurrency | แหล่งข้อมูล Cointelegraph

ทุกครั้งที่มีการทำธุรกรรม จะต้องมีการเสียค่าธรรมเนียม แต่กฎระเบียบด้านค่าธรรมเนียมไม่มีมาตรฐานสักเท่าไหร่ ยิ่งผู้ใช้ต้องการทำธุรกรรมมาก มีธุรกรรมต่อคิวรอยืนยันเยอะ ค่าธรรมเนียมก็จะยิ่งสูง (มีช่วงค่าธรรมเนียมตั้งแต่ 1 เซ็นต์ไปจนถึงมากกว่า 100 ดอลลาร์เลยทีเดียว) ยกตัวอย่างช่วงต้นปี 2018 ที่ราคาเหรียญตก นักลงทุนต้องการโอนเหรียญออกจากระบบจำนวนมาก ทำให้ค่าธรรมเนียมสูงตามไปด้วย

แน่นอนว่าในตอนนี้เรามีหลายโปรเจกต์ที่มีค่าธรรมเนียมที่ถูกมากๆ เกิดขึ้นแล้ว แต่ก็ยังไม่ได้รับความนิยมเท่ากับเหรียญหลักๆ อย่าง Bitcoin และ Ethereum

ให้ความรู้แก่ผู้ใช้งานในวงกว้าง

อันที่จริงความรู้เรื่องคริปโตเคอร์เรนซีกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มคนหนุ่มสาวหรือผู้ที่มีความสนใจในด้านนี้เท่านั้น จากการศึกษาในปี 2021 พบว่า 78% ของคนในสหราชอาณาจักรเคยได้ยินเกี่ยวกับคริปโตเคอร์เรนซี แต่มีจำนวนน้อยที่รู้หลักการทำงานของมัน นอกจากนี้ประมาณ 10% ยังเข้าใจผิดว่าผู้ที่ถือคริปโตจะได้รับความคุ้มครองเช่นเดียวกับการฝากเงินในธนาคาร นอกจากนี้ 40% ยังอาศัยข้อมูลความรู้จากโซเชียลมีเดีย ซึ่งสื่อโซเชียลเองก็อาจไม่ได้ความเป็นกลางกับวงการคริปโตสักเท่าไหร่ เพราะส่วนใหญ่ก็เสนอเน้นไปที่การสูญหายของกระเป๋า เหตุการณ์แฮ็ก การฉ้อโกง ความผันผวน และการใช้พลังงานที่สูงมาก

แต่อย่างไรก็ตาม ความรู้เรื่องคริปโตกำลังถูกกระตุ้นให้ได้รับการเรียนรู้ สถาบันการศึกษาหลายแห่งเริ่มนำคริปโตและบล็อกเชนเข้าไปในหลักสูตรการศึกษาบ้างแล้ว เช่น สถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (Massachusetts Institute of Technology : MIT) และมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ส่วนเมื่อเมื่อต้นปีนี้มหาวิทยาลัย Cincinnati ก็เพิ่งได้เพิ่มการสอน BTC และคริปโตเข้าไปในหลักสูตร

ทั้งนี้อย่างที่ได้กล่าวไปหลายครั้งหลายหนแล้วว่าคริปโตคือนวัตกรรมและอุตสาหกรรมใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้นได้เพียงไม่นาน ช่องโหว่และปัญหายังคงมีอยู่มาก แต่วงการคริปโตก็ยังคงพัฒนาอย่างต่อเนื่อง สิ่งเดียวที่คริปโตต้องการก็เป็นสิ่งเดียวกับที่อุตสาหกรรมอื่นๆ ผ่านกันมาแล้ว นั่นคือ “เวลาแห่งการพัฒนา” และ “การพิสูจน์” นั่นเอง

References : Nature, Cryptopotato, Finbold, Fool, Wikipedia, Cnbc, Moneysupermarket


Credits
Content Creator : กนกศักดิ์ เรือนทอง
Graphic Designer : ศุภัชฌา ใช้สติ
Admin : ณิชากร วิทยาวิวัฒน์สกุล
Editor : ประเสริฐ หงษ์สุวรรณ